ผลวิจัยชี้ “ดม” วันละนิด ดีต่อร่างกาย

0
5145

การผายลม หรือ ตด ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยในแต่ละวันคนเราอาจผายลมได้บ่อยถึง 10 – 20 ครั้ง ซึ่งคิดเป็นปริมาณแก๊สที่ปล่อยออกมาได้มากถึง 0.5 – 1 ลิตรต่อวัน หรือเทียบง่ายๆ เท่ากับปริมาณแก๊สที่บรรจุอยู่ในลูกโป่งหนึ่งใบทีเดียว

การศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยเอ็กเซทเตอร์ ประเทศอังกฤษ ระบุว่า กลิ่นตดหรือผายลม หรือ กลิ่นของก๊าซไข่เน่าเพียงนิด สามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้ แม้แต่โรค มะ เ ร็ ง

ผลวิจัยชี้ "ดมตด" วันละนิด ดีต่อสุขภาพ บำบัดได้หลายโรค

ดร.มาร์ก วูด ระบุว่า ก๊าซไฮโดรเจน ซัลไฟด์ ซึ่งเกิดจากกระบวนการย่อยอาหารของแบคทีเรีย แม้จะมีกลิ่นเหม็นรุงแรงเหมือนไข่เน่า หรือแก๊สในกระเพาะอาหาร แต่มันก็เป็นสิ่งที่ถูกผลิตขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายของมนุษย์ และอาจจะเป็นกุญแจสำคัญไขปัญหาสุขภาพที่นำไปสู่การบำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด

ผลวิจัยชี้ "ดมตด" วันละนิด ดีต่อสุขภาพ บำบัดได้หลายโรค

นักวิจัยเชื่อว่า การสูดดมกลิ่นผายลม หรือกลิ่นไข่เน่าเพียงน้อยนิด อาจช่วยลดความเสี่ยงทั้งโรคมะเร็ง, โรคหลอดเลือดในสมองตีบ, โรคหัวใจ, โรคไขข้อ หรือแม้กระทั่งภาวะสมองเสื่อม โดยผลในการปกป้องไมโตคอนเดรีย (mitochondria) หรือแหล่งพลังงานของเซลล์

ส่วนศาสตราจารย์ แม็ต ไวต์แมน จากมหาวิทยาลัยเดียวกันกล่าวในการแถลงข่าวว่า นักวิจัยได้จำลองก๊าซในธรรมชาติที่สารประกอบใหม่อย่าง AP39 ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ โดยต้องใช้ในปริมาณต่ำ

ผลวิจัยชี้ "ดมตด" วันละนิด ดีต่อสุขภาพ บำบัดได้หลายโรค

ซึ่งเจ้า AP39 นี้ จะถูกส่งตรงไปยังเซลล์ไมโทชอนเดรียล เพื่อซ่อมแซมความเสียหาย และมันจะเป็นกุญแจสำคัญต่อการรักษาฟื้นฟูต่อไปในอนาคต

ส่วนผลวิจัยนี้ยังมีข้อติงอยู่ว่า ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่มีประโยชน์ต้องถูกผลิตขึ้นภายในเซลล์ ไม่ได้มาจากภายนอกร่างกาย ดังนั้นก่อนจะดมตดใครเพื่อรักษาสุขภาพ ก็ควรคิดให้ดีก่อน เพราะก่อนสุขภาพจะดี เราอาจเป็นลมตายก่อนก็เป็นได้

ผลวิจัยชี้ "ดมตด" วันละนิด ดีต่อสุขภาพ บำบัดได้หลายโรค

สาเหตุของการผายลม

ผายลมเกิดจากการรวมตัวของแก๊สหลายชนิด มีส่วนประกอบหลักๆ ได้แก่ ไนโตรเจน คาร์บอนไดออกไซด์ ไฮโดรเจน ออกซิเจน และมีเทน โดยก๊าซเหล่านั้นจะเกิดขึ้นมากหากเกิดความรู้สึกเครียด การสูบบุหรี่ มีน้ำมูก การสวมฟันปลอมที่ไม่กระชับพอดี เคี้ยวหมากฝรั่งหรือเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดแล้วรีบกลืน รวมทั้งการบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของ Carbonated นอกจากนี้ ยังเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้ไม่สามารถย่อยอาหารบางประเภทได้หมด จึงทำให้เกิดก๊าซ โดยอาหารย่อยยากนั้นคือ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ ถั่ว บร็อคโคลี หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง พร้อมด้วยอาหารที่มีกากใยสูงและนม

ผลวิจัยชี้ "ดมตด" วันละนิด ดีต่อสุขภาพ บำบัดได้หลายโรค

ปกติคนเราขับแก๊สส่วนเกินออกจากร่างกายได้ 2 ทาง คือ การขับออกทางปาก (เรอ) และการขับออกทางทวารหนัก (ผายลม หรือตด) หากแก๊สนั้นไม่ขับออกมาจะทำให้มีการสะสมไว้ในทางเดินอาหาร จะทำให้รู้สึกอึดอัด แน่นท้อง ปวดมวนในท้อง และเกิดอาการท้องอืดตามมา การผายลมกับอุจจาระเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่ว่าผายลมนั้นสิ่งที่ออกมาคือแก๊ส เป็นการระบายสิ่งที่ไม่ดีออกมาจากร่างกายโดยการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ หากวันทั้งวันไม่ผายลมเลยนั้นแสดงว่ากำลังผิดปกติ เช่น ผู้ป่วยโรคลำไส้ใหญ่อุดตัน หรือมะเร็ง หากเกิดกลิ่นเหม็นอย่างรุนแรงอาจบอกได้ว่าในลำไส้มีแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ผลวิจัยชี้ "ดมตด" วันละนิด ดีต่อสุขภาพ บำบัดได้หลายโรค

ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เมื่อกินอาหารเข้าไปแล้วกระเพาะอาหารไม่ทำงาน อาหารก็ไม่ถูกย่อย เมื่อไปถึงลำไส้ใหญ่แบคทีเรียจะมาทำหน้าที่ช่วยย่อยเมื่อย่อยมากก็เกิดแก๊สมากขึ้นตามมา

ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี เมื่อถุงน้ำดีไม่ทำงานทำให้ย่อยสลายไขมันได้ไม่ดี จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการท้องอืดและผายลมหลังอาหารอยู่บ่อยๆ ตลอดจนผู้ที่เป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โรคตับอ่อนอักเสบ และผู้ที่มีอาการท้องผูกล้วนเป็นสาเหตุของผายลมได้

ผลวิจัยชี้ "ดมตด" วันละนิด ดีต่อสุขภาพ บำบัดได้หลายโรค

เทคนิคป้องกันผายลม

1.อย่ากินอาหารหรือดื่มน้ำเร็วเกินไป เพราะระหว่างกินเราจะกลืนอากาศเข้าไปด้วย การกินเร็วจึงทำให้เรากลืนลมมากตามไปด้วย ถ้ากินช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียดจะช่วยให้อากาศเข้าสู่ร่างกายได้น้อยลง

2.หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มเติมแก๊ส เช่น เบียร์ โซดา น้ำอัดลม เพราะทำให้เรอและผายลมมากขึ้น

3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มปรุงสำเร็จที่มีส่วนประกอบของน้ำเชื่อมฟรัคโทส (fructose syrup) เช่น เครื่องดื่มกระป๋อง น้ำผลไม้กระป๋อง บางคนอาจดูดซึมน้ำตาลชนิดนี้ได้น้อย ทำให้ท้องอืดหรือผายลมมากขึ้น

ผลวิจัยชี้ "ดมตด" วันละนิด ดีต่อสุขภาพ บำบัดได้หลายโรค

4.หยุดสูบบุหรี่ การสูบยาคือการสูบอากาศเข้าไปด้วย

5.ลดอาหารที่มีกำมะถันเป็นส่วนประกอบ เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ กะหล่ำปลี ซึ่งทำให้เกิดแก๊สที่มีกลิ่นเหม็น

6.ลดการรับประทานถั่วสดและผักสด การกินถั่วสด ถั่วอบแห้ง และผักบางชนิดอาจมีน้ำตาลที่ร่างกายย่อยไม่ได้ แบคทีเรียในลำไส้จะย่อยน้ำตาลพวกนี้แทนทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ จึงควรกินถั่วและผักที่ปรุงสุกแล้ว

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here